·           ทุกข์เพราะติดร่างกาย ดังนั้น ถ้าจะพ้นทุกข์ ต้องสลัดกายออกไปโดยสิ้นเชิง แล้วก็มาคิดว่ามันจะตายก็ช่างมัน ตายแล้วขอไปนิพพาน จบ

·        ต้องยอมรับกฎแห่งกรรม ด้วยยอมรับความเป็นจริงว่าทุกอย่างเป็นตัวธรรมดาๆ

·        ตัวโอ้อวด เป็นตัวมานะ ต้องระวัง

·        ทำอะไร อย่าใช้ศัพท์ว่า "ไม่รู้" มันเป็นมิจฉาทิฏฐิจะลงนรก ยอมรับมันเสียหมดเรื่อง เช่น ทำบาป จะบอกว่าไม่รู้แล้วทำไม อย่ามาเอ่ยแบบนี้ เช่น พระก็ต้องรู้และศึกษาไว้ แม้ฆราวาสทำผิดจะบอกว่าไม่รู้ อย่างนั้นก็ทำร้ายกันก็บอกว่าไม่รู้ว่ามันเป็นบาป

·        พระอริยเจ้า ไม่มีความเลวในใจ ท่านไม่มีเวรมีภัยกับใคร ท่านไม่พูด

กวนอารมณ์ของบุคคล ท่านไม่พูดปรารภตนเอง ประเพณีของโลกเราไม่ขัด แต่จิตใจของเราไม่ยึดถือ

·        บำเพ็ญบารมีของพวกเรา ที่เวียนว่ายตายเกิดจนกว่าจะเข้านิพพาน

         บารมีต้น บุญกับบาปสลับกัน
         บารมีกลาง บุญมากกว่าบาป
         ปรมัตถบารมี บุญมาก....ถ้าเป็นปรมัตถะ และ เนกขัมมะด้วย

·        เรื่องบวชนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากบวชก็บวชได้นะ ต้องเกี่ยวกับบารมี บารมีต้องพร้อม ต้องทำมาดีแล้วพระพุทธเจ้าตรัสว่า “บรรพชาเป็นของหนัก ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ คำว่า “หนัก” คือหนักบุญบารมี”

·        พระสงฆ์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา หลักเกณฑ์ในการที่จะต้องทำจริงๆ มีอยู่ ๓ ประการคือ

         ๑. ทรงศีลบริสุทธิ์
         ๒. ทรงจิตเป็นฌานสมาบัติ
         ๓. มีปัญญาวิปัสสนาญาณเข้มแข็ง ไม่ติดอยู่ในโลกธรรม และก็ไม่ติดอยู่ในขันธ์ ๕

·        ถ้าพระบวชมาไม่ปฏิบัติไตรสิกขา ๓ มี ศีล - สมาธิ - ปัญญา ที่ต้องมีครบ เพราะพระต้องรักษาความเป็นโสดาบันเอาไว้ ถ้าไม่ทำตัวเป็นโสดาบัน ก็ไม่เป็นพระ

·        คนเป็นพระ มีศีลบริสุทธิ์อย่างเดียวเรียกว่า สมมุติสงฆ์ ไม่เรียกขั้นพระ ถ้าขั้นพระจริงๆ ต้องตัดสังโยชน์ ๓ ได้ เรียกว่า พระเล็ก เริ่มเป็นพระเล็กเมื่อเป็นโสดาบัน

·        เราบวชเพื่อความดับไม่มีเชื้อ คือการตัดอาลัยในชีวิตเท่านั้น

         อารมณ์ที่เราจะตัดอาลัยในชีวิตได้ ก็มีอารมณ์ธรรมดา คือยอมรับนับถือกฎของธรรมดา อย่าไปสนใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่าถ้าใจเราดีเสียอย่างเดียว ทุกอย่างในโลกมันไม่มีอะไรผิดใจเรา เพราะเราทราบว่ามัน เป็นเรื่องธรรมดาๆ

·        หลวงพ่อถามเลขาฯภาค ว่า

         "ถ้ามีคนถามว่า ทำอย่างไร อย่างเดียวได้โสดาบันถึงอรหันต์?"
         "ตามแบบพระสารีบุตร 'ตัดสักกายทิฏฐิ' แล้วตัดให้ละเอียดลงๆๆ "

·        คนหยาบต้องด่า........คนละเอียดต้องปลอบ......ถ้าเป็นคนดีพูดคำเดียวได้ผล

·        การปฏิบัติ ถ้ายังไม่ถือศีล นึกว่าเราดี....พอเริ่มรักษาศีล ก็เริ่มรู้ว่า เราเลว เออ! ศีลเรายังไม่บริสุทธิ์ พอเริ่มรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ มาดูกรรมบถ ๑๐ อีก โอ้! ยังแย่อยู่อีก มันจะเพิ่มจุดเลวของเรา เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งพยายามทำตัวให้ดี จะเห็นจุดเลวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

·        เริ่มเป็นอริยะ พยาบาทเริ่มลด

         ก่อนเป็นอริยะต้องประกอบด้วย

         ๑. ทิพจักขุญาณ

         ๒. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้

·        คนมีผลแล้ว ไม่ต้องทำแบบนั้น ผลเขาดูที่นี่ ไปดูอะไร

         ๑. ลืมตายไหม?

         ๒. เคารพพระรัตนตรัยไหม?

         ๓. ศีลบริสุทธิ์ไหม?

         ถ้ามีกรรมบถ ๑๐ เป็นโสดาบันขั้นกลาง หรือสกิทาคามี

·        โคตรภู รัก แต่ไม่ผิดกาเม

         โลภ แต่ไม่เอาของใคร

         โกรธ แต่ไม่ทำร้ายใคร

         หลง แต่ไม่หลงตาย

·        อภิญญา.......ใช้กำลังใจไป

         อภิญญาใหญ่.....เอาตัวไปเลย

·        อภิญญา ๖ .....เอาตัวไป เข้าไปถึงไหน กายจะเปลี่ยนไปตามชั้นภูมินั้นด้วย เช่น สวรรค์ พรหม ก็เปลี่ยนไปตามนั้น กายทิพย์....กาย....ถ้าไม่เป็นทิพย์ก็ขึ้นไม่ได้.....ทิพย์น้อยไปแค่กามาวจร สวรรค์...ทิพย์มาก....ไปชั้นสูงมาก

        จิต....ถ้ามีกิเลสนิดหนึ่ง เข้านิพพานไม่ได้

·        การระลึกชาติ เห็นสุนัขวิ่งมา ดูว่าเราเคยเป็นสุนัขไหม? ทุกชาติเกิดมาหาทรัพย์แล้วก็สลายไป เอาไปไม่ได้

·        ครูที่สอนลูกศิษย์ ลูกศิษย์ต้องพร้อมรับฟัง อย่างพระพุทธเจ้าจะเทศน์ให้ใครฟัง ต้องมีศรัทธา อย่างผัวเมียทะเลาะกัน เมียด่าผัว เมียไม่ศรัทธาจะฟัง ผัวไม่สอน

·        การจะช่วยคนตาย ต้องมีบุญพอที่จะช่วยได้

         ๑. หลักสูตรวิชชา ๓ วิชชา ๓ อยู่ตรงอนุสติ คือการดูกสิณนี่แหละ

         ๒. เตวิชโช คือ คนตาดี แต่เดินไม่ได้

         ๓. ฉฬภิญโญ ต้องอาศัยชาติก่อนได้มา เหมือนคนอ่านหนังสือเก่งแล้วไล่เข้าป่า มือต้องแข็ง....แล้วจับมือเขียน

         ๔. เวลาค่ำ พระอรหันต์สอนว่า อย่าขยันนัก อย่าถือปริมาณของเวลา ให้ถือคุณภาพของจิตเป็นสำคัญ ต้องการให้จิตสบาย คือเอาสบายเป็นสำคัญ (ไม่ฟุ้งซ่าน) เอา ๒ – ๓ นาที ถ้าจิตฟุ้งซ่านก็เป็นบ้า

·        บูชาพระอรหันต์ เขาบูชาอย่างไร? บูชาธรรมที่เขาทรงไว้ ไม่ใช่บูชาตัว

·        อภิญญา ทำให้ศาสนาหดตัว แกจะเดินบนน้ำ น้ำหายาก

         ถ้าพระแสดงฤ?ธิ์ คนต้องการฤทธิ์ คนแสดงฤทธิ์ไม่ได้ ศาสนาเสื่อมหมด ถ้าเธอทำอย่างนั้น คนก็ต้องการพระแสดงฤทธิ์ ศาสนาจะเสื่อม เพราะคนติดฤทธิ์

·        พระแสดงฤทธิ์ ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง.....ป่วยจะนิพพาน เดินไปหาที่นิพพาน (ปาวาลเจดีย์) ท่านไม่เหาะ ท่านเดินไป

·        ทานบารมี หลวงพ่อแนะนำให้ทำทุกวัน เราก็ทำแล้วอธิษฐานทีเดียว ขอไปนิพพานไม่ได้หรือ?....ทำไมต้องอธิษฐานบ่อยๆ ซ้ำๆ? หลวงพ่อตอบว่า “ซ้ำๆ ดี เดินก้าวเดียว ถึงหรือ? ต้องเดินมากๆ ถึงเร็ว อธิษฐานบารมีทำให้ตรงทาง ไม่งั้นจะเป๋ ทำเสมอๆ จะเดินทางตรงได้เร็ว”

·        พระถูกปล้น เราต่อสู้ แล้วเขาตายเป็นไง? หลวงพ่อตอบว่า “โสดาบันนิ่งได้....ถ้าโซดาบันผสมได้ทุกอย่าง”

·        พระที่ชอบของสวยๆ งามๆ พระพุทธเจ้าประณามว่า เป็นปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลส

·        วัดเล็ก พระไม่มีอะไรทำ ไม่ทำงาน จิตก็ฟุ้งซ่าน กิน นอน ร้องเพลง ทำงานจิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน

·        พระ พุทธเจ้าเทศน์เรื่องนรก เทวดาก็เห็นนรก เทศน์ถึงมนุษย์ เขาก็มองเห็นโลกมนุษย์ เทศน์แล้วเขาก็เห็น เขาก็ไม่ต้องกินข้าว ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องกางมุ้ง ไม่ต้องเหนื่อย

·        กรรมบถ ๑๐ สามตัวท้ายตัวนิพพานอยู่แล้ว

         ตัวที่ ๘ ไม่อยากได้ทรัพย์สินของผู้อื่น ตัดโลภะ

         ตัวที่ ๙ ไม่คิดจองล้างผลาญทุกกรณี ตัดโทสะ

         ตัวที่ ๑๐ มีความเห็นตรงต่อคำสอนพระพุทธเจ้า

                    และปฏิบัติตามจนมีผล ตัดโมหะ

·        พวกคนขี้เมา พวกเสกคาถาอาคม พวกนี้สะสม ส่วนใหญ่ลงนรกเสมอ พระรวยนี่ต้องคิด

·        ในสนามรบ ต้องถือว่า เราเป็นเพชฌฆาต อยู่บ้าน เราต้องเป็นคนมีเมตตาปรานี

·        คนรวยแล้วไม่คิดถึง อย่างสมเด็จองค์ปฐม และองค์ปัจจุบัน คนไปคิดถึงพระศรีอาริย์ ท่านยังไม่ตรัสรู้

·        ถ้ารังเกียจร่างกาย รังเกียจโลก ไปนิพพานได้....ถ้าไปเพราะความกลุ้ม ไปไม่ได้

                                                                                                            (หลวงพ่อพูดที่ตึกรับแขก เมื่อ ๔ ตุลาคม ๒๕๓๓)

·        บวงสรวงปี พ.ศ. ๒๕๓๔ (บวชพระ ๑๘๐ องค์) ที่มณฑปท้าวมหาราช(วันที่พระ ๑๘๐ ลาสิกขา) หลวงพ่อพูดว่า “ใครบนด้วยการปฏิบัติสังโยชน์ ท่านจะคุ้มครองตลอดชีวิต”

·        อสงไขย แปลว่า นับไม่ได้

·        ถ้าจิตใจอยากไปนิพพาน แสดงว่า จิตใจเป็นปรมัตถบารมีแล้ว

·        บวงสรวง ท้าวเวสสุวัณมาปกติ พอสัคเค ท้าวธตรฐบอกให้หลวงพ่อถอดรองเท้า เดี๋ยวพระพุทธเจ้าเสด็จมา หลวงพ่อลืมไป

·        วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๓ มีพิธีปลุกเสกพระคำข้าว ๑,๓๗๐,๐๐๐ องค์หลวงพ่อเล่าหลังจากเสร็จพิธี

         สมเด็จองค์ปฐมขยายองค์ใหญ่ คลุมบริเวณทั้งหมด แล้วเปล่งรัศมีออกทีละสีจนครบ (ปล่อยลง) ส่วนสมเด็จองค์ปัจจุบัน ปล่อยรัศมีขึ้นไปบรรจบองค์ปฐม สมเด็จทีปังกรก็เปล่งรัศมี องค์อื่นๆก็ช่วยจนไม่ทราบว่าใครทำอะไรบ้าง

         ตอนที่คาถากำบังข้าศึก ไฟก็ดับด้วย แสดงว่าใช้ได้ผล

·        ปลุกเสกพระคำข้าวและพระหางหมาก มีลาภเหมือนกัน เวลาทำรัศมีไม่

เหมือนกัน พระหางหมากเกี่ยวกับบู๊ เกี่ยวกับโลก ปลุกเสกเหมือนกัน แต่พระคำข้าวต้องทำถึง ๓ เดือน

                                                                                                  (๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๓)

·        วันปลุกเสก เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๓๒ เมื่อหลวงพ่อไปถึงวิหาร๑๐๐ เมตร ท่านนั่งหน้าพระประธาน พูดถึงการทำพิธีปลุกเสกพระ(พุทธาภิเษก) ไปถึงจะนั่งแน่นปั๋งไม่ได้ อารมณ์หนักเกินไป ต้องทำอารมณ์เบาๆ จึงจะถูก จึงจะคลุมได้ดี

         ปกติ พระสารีบุตรคุม มาด้านปัญญา พระโมคคัลลานะ มาด้านฤทธิ์

         ทั้ง ๒ องค์ นั่งคนละข้างกับหลวงพ่อ แต่เวลาที่ปลุกเสก...พระโมคคัลลานะท่านจะคุม เพราะว่าเสกของเป็นเรื่องของฤทธิ์ เป็นหน้าที่ของท่าน
         ท่านจะคุม บอกว่าอารมณ์หนักไปนิด เอาเบาอีกหน่อย บอกได้เลย อีกนิด พอเข้าที่ก็บอกให้ทรงอารมณ์อยู่อย่างนั้น
         จากนั้นทำอารมณ์เบาๆ ขอให้ท่านคลุมทุกอย่างหมด อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า และทำอารมณ์เบาๆ ขอท่านบอกว่าเราต้องการอะไรบ้าง ท่านก็จะเมตตาทำให้เอง จากนั้นเป็นหน้าที่ของพระ เราก็คุยกันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเดียวแสงสว่างคลุมหมด ก็เสร็จ (ไปถึงนั่งแน่นปั๋งไม่ได้หรอก อารมณ์มันหนักเกินไป ไม่ได้ ต้องใช้อารมณ์เบาๆ)
         พอเสร็จ พระพุทธเจ้าจะตรัสเรียกท้าวสหัมบดีพรหม และท่านปู่พระอินทร์บอกช่วยดูแลวัตถุมงคลเหล่านี้ด้วย ถ้าใครใช้ ขอให้ช่วยดูแลด้วย (เว้นแต่พวกมิจฉาทิฏฐิไม่มีผล)
         ถ้าท้าวมหาพรหม (ท้าวสหัมบดีพรหม) และท่านปู่พระอินทร์คุม ลูกน้องทั้งหมด ทั้งพรหมและเทวดา ต้องมาคุมวัตถุมงคลทั้งหมด จะไปไหนก็สบาย
         ดังนั้นเวลาปลุกเสก พระโมคคัลลานะต้องมาคุม ต้องใช้ฤทธิ์ สำหรับพระพุทธเจ้า รวมทั้งสมเด็จองค์ปฐมมาเป็นประธานอยู่แล้ว

·        พระให้เข้าพลสมาบัติตามกำลังของตน แล้วออกบิณฑบาต ชาวบ้านจะได้บุญแสนเท่า จะนั่งสมาธิหรือเดิน-ยืน-นอนก็ตามใจได้ทั้งนั้น พอจิตสะอาด...แช่งเลย

·        ผู้ทรงพระไตรปิฎก แต่ว่ายังปฏิบัติศีลบริสุทธิ์ไม่ได้ มีสมาธิสมบูรณ์แบบไม่ได้ ไม่สามารถตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน อันนี้พระพุทธเจ้าเรียก เถรใบลานเปล่า คือไม่มีความหมายในพระพุทธศาสนา

·        " นิพพาน อย่านึกว่าง่าย อย่านึกว่าใครๆ ก็ง่ายนะ ต้องมีบารมีเก่าพอแล้ว สร้างบารมีใหม่เสริมขึ้นมา มันจึงจะมีความเข้าใจ "

·        อาการเหมือนตกเหว พลัดตกจากฌาน อารมณ์ยังหยาบอยู่ เขามาทดลองว่ากลัวตายไหม เพราะว่าทดสอบว่า นึกถึงความตายอยู่หรือเปล่า? ต้องนึกเสมอ ปุ๊บปั๊บ ตั้งท่าไม่ทัน เพราะว่าเราฝึกว่าเพื่อตาย ตายแล้วเรากลัวไหม ต้องอารมณ์ละเอียด จะไม่เป็นอย่างนี้...คนจริง นักปฏิบัติ เขาทั้ง นั่ง...นอน...ยืน...เดิน

                                                                                                                          (๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๓ ตึกรับแขก)


·        คนฉลาด หมายถึง คนต้องมีบารมี เราทำหวังเพื่อพระนิพพานเพียงอย่างเดียว ไม่หวังสิ่งตอบแทน....คนบารมีเต็ม คือ คนที่จิตเป็นสุข

·        หลวงพ่อก่อนสร้างวัดไหน ก็จุดธูปถึงหลวงปู่ปาน ให้ท่านแสดงนิมิต ขออนุญาตว่าทำได้หรือไม่ได้ มีเหตุอัศจรรย์ทุกครั้ง เงินไม่มีก็หาได้ ลองทีไรก็ได้เงินท่วมท้นทุกปี....ได้มาจากการเทศน์ส่วนใหญ่ ครั้นครบ ๒๐ ปี สมเด็จฯ....ถึงเวลามาตามสัญญาที่อาจารย์เธอบอกไว้

·        พระพุทธเจ้า ถ้าเราถามอะไรท่านแล้ว อย่าถามซ้ำอีก ห้ามเด็ดขาดต้อง

เชื่อ ถ้าถามซ้ำอีก ถือว่าไม่เคารพ และเทวดาด้วย ถามอะไรท่านหรือขออะไรท่าน บอกทีเดียว และต้องพูดให้ชัด ขอท่านอะไร ท่านทำแค่นั้น

·        หลวงพ่อพูดเรื่องพระที่อเมริกาอุ้มเด็กผู้หญิงอายุ ๑๐ กว่าขวบ ปกติอนาคา, อรหันต์ ท่านไม่มีจิตกำหนัด ท่านยังไม่จับเลยผู้หญิง เพราะถือว่าเป็นอนามาส แปลว่า ไม่ควรจับ...พระไม่มีจิตกำหนัด จะอุ้มจะจับอย่างไร ก็ไม่เป็นอาบัติ

·        หลวงพ่อบอกว่าคุยกับพระพุทธกัสสป ท่านว่าเรื่องเลขต้องถามท่านบิณโฑลภารทวาชะ ท่านเก่ง ท่านเป็นลูก ๗ ชาติ (ลูกพระพุทธกัสสป หลวงพ่อก็เช่นเดียวกัน เคยเป็นน้องชายท่านบิณโฑลภารทวาชะ) หลวงพ่อถามว่าเคยเป็นลูกทำไมยังไม่ได้นิพพาน ท่านว่า เพราะปรารถนาพุทธภูมิ ท่านบิณโฑลภารทวาชะท่านมีฤทธิ์คล้ายพุทธภูมิลา

·        พระอนาคามี พร้อมในการบริจาคทานที่เป็นวัตถุ พร้อมในการให้ทานที่เป็นอภัยทาน นอกจากนั้นจัดเป็นทานอีกประเภทหนึ่ง คือเป็นทานภายในโดยเฉพาะ ได้แก่การให้อภัยกับจิต คือ จิตที่คิดจะผูกพันในร่างกายเราก็ดี ในร่างกายคนอื่นก็ดี อารมณ์ประเภทนี้ไม่มี

·        ตอนมาอยู่ วัดโพธิ์ภาวนา (จังหวัดชัยนาท) วัดใกล้ตลาด บิณฑบาตต้องหุงกิน ทำกับข้าว มันไม่พอ ผมมาอาศัยเขาอยู่ เพราะมัันมี "งาน" จะต้องทำ หากจะอยู่วัดใหญ่โตมันก็ไม่ดี อาศัยวัดเล็กๆ อยู่ (งาน คือ ภาวนาเร่งทำความเพียร และท่านสามารถสำเร็จธรรมะชั้นสูงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖)                                                                                              (๘ กรกฎาคม ๒๕๓๓)

·        หลวงพ่อ บอกว่า "พรหมวิหาร ๔ ตัวเดียว ตียันอรหันต์ได้เลย"

                                                                                                                               (๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๑)

·        หลวงพ่อบอกว่าจะให้แผ่นทองคำ (แผ่นยันต์ทำน้ำมนต์) แก่พระบัญช ๑

แผ่น แป๊ะ ๑ แผ่น ไปใส่ในโหล จะได้ขยันทำสมาธิ หลวงพ่อบอกพระบัญชาว่า

         "แกอย่าให้แพ้ไอ้แป๊ะนะ" แล้วหลวงพ่อก็หัวเราะ บอกว่าที่โอ่งน้ำมนต์ตึกรับแขก ท่านจะใส่แผ่นยันต์เงินลงไปในนั้น แล้วเช้าให้เอาน้ำมนต์ในโหลมาเติมที่โอ่งวันละหน่อยๆ ให้ปลุกเสกทุกวัน ทำทุกวันให้คล่อง (หลวงพ่อให้โหลหลวงพี่บัญชา, อาตมา)

                                                                                                                                       (๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๒)

·        หลวงพ่อปรารภแผ่นทองคำ ถามว่า

         "พวก แกสั่งทำบ้างหรือ?" ตอบว่า "เปล่าครับ" หลวงพ่อพูดว่า

         "พวกแกไม่ต้องทำหรอก ก็ที่ข้าทำนั่นแหละ พวกแกก็เอาไปเสกซ้ำไปซ้ำมา ก็ใช้อันนั้นแหละ แกบัญชากับแป๊ะ อยู่ใกล้ชิดกับข้า โอ และอนันต์ก็อยู่ใกล้ชิดกับข้า ต่อไปคนจะเชื่อถือพวกแก เพราะพวกแกใกล้ชิดกับข้า"

                                                                                                                                        (๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๒)

·        หลวงพ่อเดินดู ๑๒ ไร่ สถานที่ให้พระสมานตั้งสังฆทาน ท่านพูดว่า

         "ถ้าข้าตายจะมีงานเป่ายันต์เกราะเพชรหรือเปล่า? ต้องให้ไอ้แป๊ะเป่าแทน" (แต่อาตมาไม่มีความสามารถ) พอก่อนไปรับแขก ไปรับหลวงพ่อๆพูดอีกว่า

         "แป๊ะ.... หัดเป่ายันต์ไว้นะ ถ้าข้าตายแกจะได้เป่าแทน ท่านว่าเป่ายันต์ไม่ยาก ฝึกขึ้นไปเห็นพระพุทธเจ้า ให้เห็นชัดเจนแล้วพระพุทธเจ้าทำให้เอง เราไม่ต้องทำอะไร เห็นพระพุทธเจ้าชัดก็ทำได้" ท่านพูดว่า

         "คนภายในใกล้ชิด ทำตัวดีเข้าไว้ ชาวบ้านเขาเขื่อถือ"

                                                                                                          (๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๓ หลวงพ่อเดินตรวจงาน)

·        ก่อนกลับจากตรวจงานหลวงพ่อพูดว่า

         "เรื่องแท่นที่นั่งบัลลังก์ ๑๒ ไร่ ใครทำอานิสงส์ทุกชาติ มีบัลลังก์ก็สบาย" ท่านถามว่าทุบทิ้งดีหรือไม่ ถ้าข้าตายใครนั่งแทน หลวงพ่อตอบเองว่า

         "สุรจิต นั่งแทนก็ได้นี่...เออหัดเป่ายันต์ไว้นะ จะได้แทนเวลาข้าตาย ทำไม่ยาก จับภาพพระพุทธเจ้าให้ใสแล้ว เราท่องอิติปิโสไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าท่านทำของท่าน"
         หลวงพ่อเล่าว่า ตอนป่วยอยู่บ้านฉวีวรรณ หลวงปู่ปานบอกให้เป่ายันต์เกราะเพชร ท่านบอกว่า เป่า ๒๐ คนก็แย่แล้ว หลวงปู่ปานบอกว่า

         "อย่าทำเอง ให้พระพุทธเจ้ามาทำให้ เรามีหน้าที่ทำอะไรก็ว่าของเราไป ตามที่เราควรทำ...ท่องอิติปิโส แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ทำของท่าน" หลวงพ่อบอก

         "เออหัดไว้นะ ของที่เขานิยมกันจะได้ไม่สูญหาย ไปบอกพระมาหัดๆทำๆกันไว้นะ จะได้ไม่สูญ"

                                                                                                                   (๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๔ หลวงพ่อตรวจงาน)

·        มเหสักข์ พันธ์สง่า มากับเพื่อนธนะศักดิ์ กลิ่นสมเชื้อ ธนะศักดิ์พาเพื่อนมาวัดอีกคน เพื่อนนั้นมีลูกชายอายุ ๕-๖ ขวบ เคยเข้ามาร่วมรับยันต์เกราะเพชร ธนะศักดิ์เล่าว่า เด็กพูดว่าพระประธาน ๑๒ ไร่ ทำไมปล่อยตาข่ายมาเต็มศาลาเลย พ่อของเด็กชายคนนี้ได้ฟัง เกิดปีติเชื่อมั่นหลวงพ่อมาก

                                                                                                       (๒๔ พฤษภาคม ๒๕๓๗ วันวิสาขบูชาที่ศาลา ๑๒ ไร่)

·        คำถาม - คำตอบ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘

         อดีตพระวัดท่าซุงรูปหนึ่ง (ปัจจุบันลาสิกขาไปแล้ว) ได้กราบเรียนถามหลวงพ่อในส่วนที่เป็นประโยชน์ ๔ ข้อคือ
         ๑. โสดาบันซึ่งเป็นฆราวาส ซึ่งมีศักดิ์ศรี และท่านเป็นพระอริยเจ้า ส่วนสมมุติสงฆ์นั้น พระโสดาบันยังไหว้ แสดงว่าศักดิ์ศรีต่างกัน?

         หลวงพ่อตอบ : ไม่ใช่ เขาไม่ใช่ไหว้สมมุติสงฆ์ เขาไหว้ธงชัยพระอรหันต์ สีเหลืองนี่ ไม่ใช่เลี่ยงนะ ตรงๆ ใช่ ผ้าเหลืองนี่เป็นธงชัยของพระอรหันต์ เขาไหว้พระอรหันต์ คนนั้นไม่ใช่พระอรหันต์ก็ซวย เป็นสมมุติสงฆ์ยังดี ถ้าว่าละเมิดศีล พระโสดาบันไหว้ ก็พุ่งหลาว พระโสดาบันเขาไหว้ได้ เขาไหว้ศักดิ์ศรีของพระอรหันต์

         ๒. คุณธรรมนั้นแน่ครับ พระโสดาบันต้องมีคุณธรรมสูง แต่สมมุติสงฆ์ขาดคุณธรรม มีคุณสมบัติเมื่อครบ ๔ รูป เป็นรูปสงฆ์ขึ้นทำสังฆกรรมทำอะไรได้ แต่พระโสดาบันจะกี่องค์ ก็ไม่สามารทำสังฆกรรมได้ แสดงว่าสู้กันไม่ได้

         หลวงพ่อตอบ : คุณไม่ต้องมาสมมุติ เป็นของจริง คำว่าสงฆ์ เขาแปลว่า หมู่ ต่างหาก นั่งตั้งแต่หมู่ ๔ รูปขึ้นไป พระโสดาบันจริง ฆราวาสเขามีศักดิ์ศรีกว่า เขาดีกว่า สังฆกรรมคือ ทำร่วมกัน นี่เราสวดปาฏิโมกข์ไปอย่างหนึ่ง ดีกว่าวินัยของพระ
         โสดาบันนี่เขาคุยกัน เขาคุยกันแต่นิพพานอย่างเดียว ไอ้พวกฟังปาฏิโมกข์นี่ ไม่รู้เรื่องนิพพาน แพ้เขาลิ่วเลย
         สังฆะ นี่แปลว่า หมู่ ทำพร้อมครบกันเป็นสงฆ์ พร้อมเพรียง ถ้า ๓ คนเป็นคณะบุคคล ส่วนคุณสมบัติ คุณธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทำกิจให้ครบเท่านั้นเอง ครบก็ครบไม่ค่อยจริง พระโสดาบันรูปเดียว เขาทำครบมากกว่า พระวินัยสวดพระปาฏิโมกข์สวดกัน พระโสดาบันเขามีครบ ไอ้นั่นแหละ ถ้าไม่ครบ สวดทุกตัวว่ามีอะไรบ้าง แถมสวดทบทวนครบทุกตัวไม่รู้อะไรอีก มันเข้าทำนอง หมานั่งฟังนิทานใช่ไหม? หมาฟังนิทาน แต่หมาบางตัวรู้นะ

         ๓. ถ้าอย่างนั้น ไม่ต้องสวดก็ได้ (ปาฏิโมกข์) ใช่ไหม?

         หลวง พ่อตอบ : เป็นการแสดงความเคารพพระพุทธเจ้า ไม่สวดไม่ได้ มันก็ไม่ผิด แต่เป็นการขาดความเคารพ คือพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าสวดเองนะ มีครั้งหนึ่งพระสงฆ์ประชุมกันหมด พระพุทธเจ้าท่านสวดเอง คงไม่สวดอย่างพวกเรา ท่านคงพูดเฉยๆ พวกเรามันสวดจริงๆ วินัยจริงๆไม่ต้องพูดอะไรมาก ถ้าพูดท่านอธิบายเอง ต้องสวดกันทุกสิกขาบท นี่คอแห้ง เราสวดกันเป็นพิธี ที่จริงเราฟังพระปาฏิโมกข์ก็ดี ฟังไม่รู้เรื่อง จิตเคารพพระไตรสรณคมน์ไปเลย ได้ผล เสียงอื่นไม่เข้ามาขัดจังหวะ เป็นเสียงวินัยอย่างเดียว เป็นธรรมะอย่างเดียว แต่เขาไม่รำคาญเสียง พอใจในเสียง ถ้าตายไปในเวลานั้นก็เป็นเทวดา หรือพรหม มาเกิดอีกที ฟังวินัยจบเดียวเป็นอรหันต์พอดี

          ๔. พระปริตรนี่บทไหนก็ได้ใช่ไหม?

          หลวง พ่อตอบ : อิติปิโส ราคาแพงที่สุด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบถ้วน ให้พรพระ ความจริงที่เราสวดๆกัน เขาไม่รู้เรื่องนะ แต่ว่าเธอไปสวดธรรมจักรฯ อาทิตตฯ อนันตลักขณสูตร มันลำบากทั้งผู้สวดและผู้ฟัง ก็เมื่อยมือเมื่อยหลัง คนสวดก็เหนื่อย เลยเจ๊งกันทั้งคู่

scroll back to top
01.jpg

คลิปวิดิโอ เพลงพ่อของฉัน -

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน


         คลิปวิดิโอ

  หลวงพ่อ - พ่อหลวง


ทำบุญกับวัดธรรมยาน

ทำบุญแล้วช่วยโทรแจ้ง

      พระปลัดวิรัช

     064 159 9555

เวปไซต์วัดธรรมยาน

จัดทำโดย

ทีมงานวัดธรรมยานหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดธรรมยาน

พระปลัดวิรัช

โอภาโส แจ้งว่า

ไม่ตอบคำถามใดๆ

ในเวปไซต์

หากต้องการติดต่อสอบถามเรื่องใดๆ

ให้โทรสอบถาม หลวงพ่อโดยตรงที่

064 159 9555

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday228
mod_vvisit_counterYesterday219
mod_vvisit_counterThis week1709
mod_vvisit_counterLast week1913
mod_vvisit_counterThis month4896
mod_vvisit_counterLast month7046
mod_vvisit_counterAll days316672

Online (20 minutes ago): 4
Today: ส.ค. 18, 2017

who is online

เรามี 58 บุคคลทั่วไป ออนไลน์